Hi, do you miss me?
Sorry but I just come to find something really old in here, hope it’s still there.
Hi, do you miss me?
Sorry but I just come to find something really old in here, hope it’s still there.
Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!
"Is it that good to have a girl friend ?"
And then he answered me.
"You will never know till you have one."
………………………….
That’s the point.
It’s out of my hands
It’s out of my hands
To think for two years she was here
And I took her for granted I was so cavalier
Now the way that It stands
She’s out of my hands
So I’ve learned that love’s Not Possession
And I’ve learned that love won’t wait
Now I’ve learned that love needs expression
But I learned too late
She’s out of my life
She’s out of my life
Damned Indecision and cursed pride
Kept my love for her locked deep Inside
And it cuts like a knife
She’s out of my life
……………………………………
But somehow, I’ve learned nothing at all.
……………………………………
ห้าแห่งคำ คล้องจอง ต้องสัมผัส
สลับจัด รับรองส่ง ประสงสมาน
เสียงสูงต่ำ ต้องเรียง เยี่ยงโบราณ
เป็นกลอนกานย์ ครบครัน ฉันนี้เอย
เนื่องจากหยุด เอฟบีได้ หนักใจหนา
เหตุก็เพราะ เธอคนดี ที่ออนมา
สนทนา ให้หายอยาก แล้วจากไป"
ป.ล. พอตั้งใจจะแต่ง ก็พบว่า "…เฮ้ย กลอนสี่สุภาพมันมีบังคับตรงไหนมั่งวะเนี่ย ลืมหมดแล้ว…"
นายบี : "………"
นายเอ : "…ถ้าแอบชอบใครอยู่ ก็รีบๆบอกเค้าไปนะเว้ย โอกาสมาแล้ว…"
นายบี : "……………"
……………………………
อ้างอิงจากสถานการณ์จริง
ไม่รู้สินะ อะไรที่เรียกว่า "ชอบ" ล่ะ คำว่า ชอบ ของแต่ละคนนี่เหมือนกันรึเปล่า
ถ้าแค่ดูแล้วน่ารักดี รู้สึกดีเวลาได้เจอหน้า ได้ทักทาย ก็คงชอบล่ะมั้ง
แต่ถ้าจะต้องผูกมัดตัวเอง ต้องเป็นเจ้าของ ต้องคอยตามดูแลด้วย มันก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ
แล้วสรุปตอนนี้ตูเป็นอะไรเนี่ย
มนุษย์โดดเดี่ยวรึไง?
เอ้อ…มันน่าสนุกดีนะ
ไหนๆโรงแรมที่พักก็มีเนตให้เล่นฟรี อย่างนี้คงต้องบันทึกไว้สักหน่อยแล้ววว
6 พ.ค. 52
ออกเดินทางจาก กทม. 11 นาฬิกาตรง (มีสายนิดหน่อยตามประสาคนไทย) ด้วยรถปรับอากาศ V.I.P นครชัยแอร์
(นั่งรถหรูได้อีก) กำหนดการใช้เวลาทั้งหมด 6 ชม. รถก็มาถึง บขส.ขอนแก่นก่อนเวลาเล็กน้อย ยังน่าประทับใจไม่เปลี่ยน
พอมาถึงก็เริ่มกางแผนที่ ที่คนจัดงานแนบมาให้ แล้วก็เริ่มออกเดินไปโรงแรม "ขอนแก่นโฮเตล" ที่จองไว้
(อันนี้ก็ไม่ได้จองเองเพราะเสด็จพ่อดันจัดการให้หมด) เดินสักพักก็เริ่มงง เลยต้องถามทางคนแถวนั้น
เดินมั่วๆ คลำๆทางเอาอีกพักนึง ก็เจอโรงแรม…. แหม่ มันก็ไม่ได้หายากขนาดนั้น พอถึงก็เชคอิน เข้าห้องพัก
สาเหตุที่เดินงงๆ ไม่ใช่เพราะอะไรครับ แผนที่ที่คนจัดงานให้มาน่ะ รู้สึกจะอัพเดทตั้งแต่สมัยกรุงศรีฯ
โอ้วว สมัยนั้นมันยังไม่มี บขส.ใหม่สำหรับรถทัวร์ปรับอากาศครับ
แล้วบขส.ใหม่กับ เก่าน่ะ ถ้าเอาโรงแรมเป็นจุดศูนย์กลาง มันอยู่คนละทิศตรงข้ามกันพอดีเลยคร้าบ
กล่าวคือ บขส.สำหรับรถธรรมดาอยู่ตกเฉียงเหนือ อีกอันอยู่ออกเฉียงใต้ ตอนถามทางถึงได้งงไปพักใหญ่ว่า
"ทำไมให้กูเลี้ยวซ้ายวะ ก็มันอยู่ทางขวาชัดๆนี่หว่า"
ที่รู้นี่ ไม่ใช่เพราะอะไรครับ หลังจากเคลียร์ของเรียบร้อยแล้ว 6 โมงเราก็เตรียมสำรวจเมืองใหม่
ลงไปที่ front ก็เลยหยิบเอาแผนที่เค้ามากางเทียบดู อืมมมม นะ เตรียมขยำแผนที่เก่าทิ้งโลด
การเดินทางภายในตัวเมืองขอนแก่นนี่จะใช้รถสองแถวเป็นหลักครับ มีจำนวนสายเยอะมากเป็นยี่สิบสาย
เห็นจะได้ แต่วิ่งไม่ดึกมาก ซักทุ่มสองทุ่มก็จะเหลือน้อยเต็มทีละ
แต่เนื่องจากเราไม่ใช่คนคุ้นถิ่น เราก็เลยเริ่มจาก "เดิน" ไปเรื่อยๆตามแผนที่ครับ
ประจวบเหมาะ ช่วงที่มานี่ชนกับงาน "มหกรรมสินค้าวิสาหกิจฯ" พอดี เรียกง่ายๆ ก็ตลาดนัดนั่นเอง
จัดอยู่รอบๆบริเวณสวนรัชดานุสรณ์ ซึ่งเดินจากโรงแรมไปอึดใจเดียวก็ถึง ณ ที่นี้ก็เลยได้
ปลั๊กพ่วงสามตามาในราคา 20 บาทถ้วน แหม่ถ้าไม่ได้งานนี้ บล็อกในวันนี้ก็คงไม่เกิดนะเนี่ย
(เพราะปลั๊กในโรงแรมมันเป็นแบบสองรู แล้วลืมเอาหัวแปลงมาด้วยง่ะ)
แต่เดินไปถึงด้านหลัง ดันไปเจอกับนี่เข้า "เวทีคนเสื้อแดง" แหม่ งานนี้รักขอนแก่นน้อยลงไปกึ่งนึงทันที
เป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกคือ วันนี้จะไปดูสถานที่จริงในม.ข.สักรอบนึงก่อน
พอเห็นจากแผนที่ แว่บแรกที่คิดขึ้นมาก็คือ "เดินไปได้มั้ยหว่า" แต่พอเห็นสองแถวสายแปดสีฟ้าผ่านมา
จ่าหัวข้างบนว่า ม.ข. ก็เลยโดดขึ้นไป ซึ่งนับว่าคิดถูกแล้วล่ะที่ไม่บ้าเดิน
รถสองแถวพาเราวิ่งไปบนถนนประชาสโมสร ทะลุไปถนนมะลิวัลย์ วิ่งไปอีกพักนึงก็เลี้ยวซ้ายผ่านประตู
ที่เหมือนป้อมปราการสมัยโบราณใหญ่ๆ ประทับด้วยป้ายชื่อยิ่งใหญ่พอกันว่า "มหาวิทยาลัย ขอนแก่น"
(ประตูตรงนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ประตูสีฐาน"ครับ)
ระหว่างทางที่ไปนี่ ฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ แล้วจากประตูสีฐานเข้าไปกว่าจะถึงคณะวิทย์ฯเนี่ย ไกลค่อด
นักศึกษาที่นี่ถ้าไม่มีรถเป็นของตัวเองคงลำบากมิใช่น้อย จากปากทางเข้าไปจะผ่านสวนป่า
ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนวิ่งเข้าไปในป่าเลยอ่ะ อากาศร้อนอยู่ดีๆ ก็มีลมเย็นๆพัดมาซะงั้น พอไปถึงจุด
ที่เรียกกันว่า"คอมเพล็กซ์" ก็ปาเข้าไปทุ่มเศษแล้วครับ รู้จากตรงเนี้ยแหละว่ารถที่จะพาออกไป
คงไม่ค่อยจะมีแล้ว พอลงก็เลยต้องข้ามไปรอรถกลับทันที เพราะถ้าโดนทิ้งไว้ที่นี่แล้วกลับไม่ได้เนี่ย
พรุ่งนี้ศพคงไม่สวยเท่าไหร่นะครับ
รถขาออกมาก็วิ่งทับเส้นทางเดิมออกมาเรื่อยๆ จนรถผ่านสวนรัชดานุสรณ์แล้วเลี้ยวเข้าถนนกลางเมือง
(ลืมบอกไปว่าโรงแรมอยู่บนถนนหน้าเมือง ขนาบไว้ด้วยถนนกลางเมืองที่อยู่หลังโรงแรม มีถนนเชื่อม
2 ถนนนี้คือ ถนนพิมพสุต ที่ป้ายไทยด้านนึงเขียนว่าพิมพิสุตให้คนอ่านงงเล่น)
บนถนนกลางเมืองนี่เองครับ แหล่งอาหารการกินอยู่ที่นี่เอง ตอนที่เดินผ่านตอนมาถึงยังดูเป็นถนน
ธรรมดาอยู่เลยครับ แต่พอเริ่มมืด พวกร้านริมถนนก็เปิดกันพรึ่บเต็มสองข้างทาง
ที่น่าสนใจอยู่ที่ Sorento ครับ ที่โฆษณาไว้เป็น Sushi Bar แต่ดูยังไงมันก็ลานเบียร์ครับพี่น้อง
มีแสดงดนตรีสด เพลงฟังสบายๆ แต่จะให้ไปนั่งคนเดียวก็กระไรอยู่นะ
กินข้าวเสร็จก็เดินกลับโรงแรมมานั่งอัพบล็อกจนถึงตอนนี้ โอ้ ปาไป 4 ทุ่มแล้วเหรอเนี่ยเวรกรรม
อ้อ อีกอย่าง เนตที่นี่ครับ มีสัญญาณมาของชั้น 6 กับชั้น 4 ไอ้เราอยู่ชั้น 7 (ชั้นบนสุดของมัน)
สัญญาณที่มาเยอะๆก็ย่อมเป็นของชั้น 6 แน่นอน แต่มันดันต่อได้กับของชั้น 4 ครับ ก็ไม่เข้าใจมัน
แล้วตรงโต๊งที่วางคอมได้เนี่ยก็ดันไม่มีสัญญาณ ต้องยกมาตรงโต๊งวางของแล้วนั่งพื้นเอา โอ้วแม่ง
เหน็บกินเรียบร้อยครับ
เป็นอันว่า วันนี้ก็กำลังจะผ่านพ้นไปแบบอุดมไปด้วยวิชาการสุดๆ ฮ่าฮ่า